ทำไม? ‘เซินเจิ้น’ ยังคงเป็น เมืองแรกและเมืองเดียวของโลก ที่สามารถเปลี่ยนรถเมล์ทั้งเมืองให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

เบื้องหลังความสำเร็จของเซินเจิ้น ในการพลิกโฉมรถบัสจำนวนเกือบ 5 เท่าของรถเมล์กรุงเทพฯ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ภายในเวลา 5 ปี

ในปี 2018 มีรถบัสพลังงานไฟฟ้าที่นำมาเริ่มใช้งานกว่า 425,000 คันจากทั่วโลก โดยที่ 99% ของตัวเลขดังกล่าวมาจากประเทศจีน

อีกทั้งยังเป็นปีเดียวกันที่เซินเจิ้น กลายเป็นเมืองแรกของโลกที่เปลี่ยนรถเมล์ทั้งเมือง ให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า ในขณะที่หลายๆ เมืองทั่วโลกยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลความจริงอยู่

อะไรที่ทำให้เซินเจิ้น เมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถเปลี่ยนรถบัสกว่า 16,000 คัน หรือเกือบ 5 เท่าของรถเมล์ทั้งหมดในกรุงเทพ ให้กลายเป็นรถพลังงานไฟฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 5 ปี

1. สภาพภูมิประเทศ ทำให้ความพร้อมของแต่ละเมืองต่างกัน

มีการพบว่ารถโดยสารพลังงานไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ไม่ค่อยดีนักในพื้นที่ที่ถนนมีความชันมาก เช่นฮ่องกงบริเวณที่เป็นภูเขา หรือถนนที่ไม่สม่ำเสมอในเมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย

ขณะที่ถนนส่วนใหญ่ของเมืองเซินเจิ้นพื้นผิวค่อนข้างราบ นอกจากนี้แบตเตอรี่ยังทำงานได้ลำบากในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว เช่นบริเวณทางตอนเหนือของประเทศจีนที่มีอุณหภูมิต่ำมาก

2. “ระบบชาร์จไฟ” คือความท้าทายใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายเมืองมองข้าม ทำให้ไม่สามารถทำได้เหมือนเซินเจิ้นคือเรื่องของ “การวางระบบไฟฟ้า”

รถโดยสาร 16,000 คันของเซินเจิ้น ต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่า 4,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าเทียบเท่ากับที่จ่ายให้บ้าน 300 หลังในเวลา 1 ชั่วโมง

รถโดยสาร 16,000 คันของเซินเจิ้น แต่ละคันวิ่งที่ระยะทางประมาณ 200 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 252 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (KWh) ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่า 4,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าเทียบเท่ากับที่จ่ายให้บ้าน 300 หลังในเวลา 1 ชั่วโมง

เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลนี้ บริษัทขนส่งของเมืองเซินเจิ้นติดตั้งจุดชาร์จไฟกว่า 40,000 จุดภายในตัวเมือง โดยบางส่วนติดตั้งอยู่ในพื้นที่สถานีขนส่งของบริษัทเอง ส่วนที่เหลือมีทั้งเช่าพื้นที่จากเทศบาลและเอกชน

ซึ่งต้นทุนในส่วนของการจัดซื้อรถได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้ภาระที่เหลืออยู่ของบริษัทอยู่ในส่วนของการจัดสรรระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนมาใช้รถบัสพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น

การติดตั้งจุดชาร์จไฟนี้เอง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนมาเป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าในหลายเมืองไม่สามารถทำได้ง่ายอย่างท่ีคิด และทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง

เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบชาร์จไฟเพื่อรองรับความต้องพลังงานไฟฟ้ามหาศาลแล้ว ยังต้องคำนึงถึงพื้นที่สำหรับติดตั้งสถานีชาร์จไฟ และดำเนินงานร่วมกันกับหน่วยงานสาธารณูปโภค ทำให้ความท้าทายของการเปลี่ยนรถโดยสารทั้งระบบให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าไม่ได้มีแค่เรื่องค่าซื้อรถใหม่เพียงอย่างเดียว

รถบัสพลังงานไฟฟ้าในสถานีขนส่ง Shenzhen Bay Port Terminal, เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน
สถานีขนส่ง Shenzhen Bay Port Terminal, เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

เช่นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา เนื่องจากค่าที่ดินสำหรับการติดตั้งสถานีบริเวณในตัวเมืองสูง จึงเปลี่ยนมาติดตั้งจุดชาร์จไฟที่สถานีปลายทางแทน ทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการปรับระบบไฟให้สอดคล้องกับความต้องการไฟมหาศาล ทำให้เมืองต้องเผชิญกับต้นทุนค่าวางระบบกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 45 ล้านบาท

ทำให้การร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ให้บริการสาธารณูปโภค หรือแม้แต่องค์กรที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนงบประมาณของเมือง เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลออกมาสำเร็จได้

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจของวิถีใหม่ของการเดินทางแห่ง ที่จะมาช่วยให้เมืองสะอาดได้กว่าที่เคยจาก MobilityOne ติดตามเราที่ Facebook : Mobility One แล้วอย่าลืมกด See First หรือที่ IG : mobilityone_th


ที่มา : WIRED, Bloomberg, The Guardian, Cleantechnica